มะเขือเทศช่วยในการป้องกันมะเร็งได้

โดยทั่วไปว่า มะเขือเทศเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะประกอบด้วยวิตามินซี และเส้นใยจำนวนมาก นอกจากนี้จากผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า มะเขือเทศยังประกอบด้วยสารอาหารที่สำคัญมาก เรียกว่า ไลโคฟีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เชื่อว่าจะมีส่วนในการป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย อันเป็นต้นเหตุของโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือด หัวใจตีบตัน ต้อกระจก ข้อเสื่อม เป็นต้น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่า การกินมะเขือเทศมากๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย รวมถึงมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ตับอ่อน และทางเดินอาหาร มะเขือเทศที่ผ่านการปรุงให้สุกแล้ว เป็นแหล่งที่ให้สารไลโคฟีนอย่างดี แต่มะเขือเทศที่ผ่านการปรุงแต่ง เช่น ซอสมะเขือเทศ จะสูญเสียสารต้านอนุมูลอิสระไปมากระหว่างกระบวนการผลิต นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในมะเขือเทศนั้นวิตามินซีจะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการหอบหืดในเด็กได้อีกด้วย โดยการกินวิตามินซีมากๆ จะไม่เป็นอันตรายเหมือนยาชนิดอื่นๆ เพราะปริมาณวิตามินซีที่เกินความต้องการของร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมปัสสาวะ และยังสามารถลดการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างมาก

สรรพคุณในการบำรุงร่างกายหรือนำมาปรุงเป็นยารักษาโรได้

1.ใบ นำใบสดมาตำให้ละเอียด ใช้เป็นยาทาหรือพอกแก้ผิวหนังถูกเผา

2.ผล อาจนำมารับประทานสดๆ หรือนำมาประกอบอาหาร ก็จะช่วยแก้กระหายน้ำได้อย่างดี ยังช่วยทำให้เจริญอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้สะดวกขึ้น การดื่มน้ำคั้นจากผลมะเขือเทศสดๆ มีผลต่อการต้านโรคมะเร็งเป็นอย่างมาก เพราะในน้ำมะเขือเทศสดมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ และช่วยลดการเกิดมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหาร

3.ราก นำรากสดๆ มาต้มน้ำใช้กินเป็นยาแก้ปวดฟัน

จะเห็นได้ว่าวงการผักของโลกปัจจุบันยอมรับว่า ในบรรดาผักที่กินผลด้วยกันนั้นต้องยกให้ มะเขือเทศ เป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง เพราะมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ เหนือกว่าบรรดาผักผลด้วยกันอย่างเห็นได้ชัดเจน และได้รับความนิยมมากมายไม่แต่เฉพาะในถิ่นกำเนิดดั้งเดิมเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังทุกทวีปของโลกเลยทีเดียว

บัวกับการรักษาโรคที่น่ามหัศจรรย์

บัว เป็นพืชชนิดหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน บัวไม่ได้เป็นเพียงพืชธรรมดาที่ให้ประโยชน์ได้เฉพาะการนำไปใช้ไหว้พระ นำไปรับประทาน หรือนำไปปลูกไว้เพื่อประดับให้สวยงามเท่านั้น บัวยังสามารถใช้เป็นพืชสมุนไพรได้ นอกจากนี้บัวยังมีคุณลักษณะเด่นอื่นๆ และให้อรรถประโยชน์ได้อีกหลายด้าน พืชบัวถูกค้นพบว่ามีมานานแล้วหว่า 3000-4000 ปี จากภาพเขียนสี และซากสถาปัตยกรรมโบราณของชาวอียิปต์ บัวได้ถูกใช้พิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย ในทุกศาสนาและทุกลัทธิต่างมีการกล่าวถึงเทพเจ้าหลายองค์กับบัว ดอกบัวจะถูกใช้ในพิธีกรรมและพิธีมงคลต่างๆ โดยเฉพาะศาสนาพุทธ จะมีที่กล่าวถึงบัวไว้ทั้งในพุทธประวัติ พุทธสุภาษิต และบทสวดมนต์ บัวยังมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของหลายชาติ ทั้งนี้สามารถแยกประเภทของบัวออกได้เป็น 3 สกุล ด้วยกัน คือ  1.บัวหลวง หรือปทุมชาติ (Nelumbo) 2.บัวฝรั่ง บัวผันบัวเผื่อน บัวสาย และจงกลนี (Nymphaea) 3.บัวกระด้ง หรือบัววิคตอเรีย

จากการศึกษาวิจัยพบสารชนิดต่างๆ ในส่วนประกอบของบัวหลวง ที่มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายหรือนำมาปรุงเป็นยารักษาโรได้

1.ส่วนต่างๆ ของบัวหลวง ได้แก่ ดอก ใบ ก้านใบ ฝักบัว เมล็ด และโดยเฉพาะดีบัว มีสารอัลคาลอยด์ (Alkaloids) หลายชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อการขยายเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจ

2.เกสรบัว (ตัวผู้) พบสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

3.รากบัว เหง้าบัว และเปลือกผล พบสารพวกแทนนิน (Tannin) เป็นสารฝาดสมานที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการท้องเดิน และรากบัวยังมีสารพวกแคลเซียม ช่วยบำรุงร่างกายด้วย

4.เมล็ดบัว มีสารไขมัน (Lipid) ช่วยเพิ่มพลังงาน บำรุงไขข้อและเอ็น

5.ดีบัว เป็นส่วนที่อยู่ภายในเม็ดบัว มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ ขยายหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยบรรเทาอาการในโรคเส้นเลือดหัวใจตีบให้ดีขึ้น

6.สายบัว ช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้และกระเพาะ ลดความเครียดทางสมอง บรรเทาอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อนในกาย

จะเห็นได้ว่า ส่วนต่างๆของบัวนั้นสามารถเป็นได้ทั้งอาหารและยาได้ เรียกว่าเป็นพืชที่มีคุณค่าไปเสียทุกส่วน ดังนั้นหากจะประกอบอาหารก็ลองหาส่วนประกอบต่างๆ จากบัวมาทำอาหารจานอร่อยดู จะได้รับคุณค่าจากบัวไปพร้อมๆ กับอาหารอร่อยๆ อีกด้วย

สุดยอดงานวิจัยทุเรียนน้ำ ในการรักษาโรคมะเร็ง

ทุเรียนน้ำทุเรียนน้ำ เป็นผลไม้ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนักในบ้านเรา มีชื่อเรียกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนเทศ ทุเรียนแขก หรือหมากเขียบหลด โดยทุเรียนน้ำเป็นผลไม้แถบร้อน มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบได้มากทางตอนใต้ของประเทศไทย ในมาเลเซียและสิงคโปร์ และในแถบรัฐปีนังของมาเลเซียก็จะพบว่ามีการน้ำทุเรียนน้ำมาแปรรูปเป็นน้ำทุเรียนเข้มข้นซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากด้วย และในการปลูกทุเรียนน้ำก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพราะทุเรียนน้ำนั้นใช้วิธีขยายพันธุ์โดยเมล็ด ซึ่งเพียงแค่นำเมล็ดมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1-2 วัน ก่อนนำไปเพาะเลี้ยงในดินผสมปกติ ต้นทุเรียนน้ำก็จะงอกขึ้นมาได้ภายใน 7 วัน แต่ต้นกล้าจะโตช้าและออกดอกเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี ก่อนจะให้ผลได้ในปีที่ 4

สรรพคุณเด่นที่โด่งดังที่สุดของทุเรียนน้ำก็คือความสามารถในการรักษาโรคมะเร็ง ฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างได้ผลและไม่เป็นอันตราย โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสาร แอนโนนาเชียส เอคโทจีเนียส ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในทุเรียนน้ำ และสามารถต้านทำลายเซลล์มะเร็งทุกชนิด รวมไปถึงการฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราอย่างได้ผลชะงัด อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้มีผลการรับรองจากห้องทดลองหลายแห่งรวมทั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทุเรียนน้ำนั้นสามารถช่วยในการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ถึง 12 ชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แถมมหาวิทยาลัยคาทอลิกในเกาหลีใต้ยังได้ยืนยันอีกว่าฤทธิ์ของทุเรียนน้ำในการฆ่าเซลล์มะเร็งนั้น มีฤทธิ์มากกว่าการทำเคมีบำบัดถึง 10,000 เท่า โดยไม่ส่งผลร้ายต่อเซลล์เนื้อเยื่อดีอื่นๆในร่างกายของคนไข้ แถมในรายที่เกิดอาการดื้อยามะเร็งก็ยังส่ามารถใช้สารสกัดจากมะเร็งน้ำมาช่วยให้คนไข้หายจากการอาการดื้อยาได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการรับประทานทุเรียนน้ำ

1. มีงานวิจัยในแถบทะเลแคริบเบียนที่แสดงให้เห็นว่า ในผล เมล็ด และราก ของทุเรียนน้ำ มีสารแอนโนนาซิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงสูงต่อการเกิดโรคพาร์คินสัน และมีสารอัลคาลอยด์ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการทรับประทานผล ราก หรือน้ำผลไม้ที่ทำจากทุเรียนน้ำมากจนเกินไป
2. จากการทดลองพบว่า สารสำคัญในทุเรียนเทศนั้นจะไม่สามารถสกัดหรือสังเคราะห์ออกมาได้ ดังนั้นหากต้องการได้รับสารดังกล่าว จะต้องบริโภคแบบธรรมชาติเท่านั้น
3. การทานทุเรียนน้ำให้ได้ประโยชน์นั้น ควรจะต้องรับประทานแบบธรรมชาติหรือรับประทานสดๆเท่านั้น
4. การรักษามะเร็งให้ได้ผลจะต้องนำใบ หน่อ และกิ่ง ของต้นทุเรียนน้ำ มาต้มทำเป็นชา ขณะที่การนำผลของทุเรียนน้ำมาต้มเป็นชานั้นไม่ได้ให้ผลใดๆในการรักษามะเร็ง เนื่องจากมีสารที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเซลล์มะเร็งอยู่น้อย

วิจัยทางการแพทย์ฟักข้าวอาหารต้านมะเร็งเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

ฟักข้าวเป็นผักและยาสมุนไพรชั้นเลิศ อุดมด้วยไลโคปีน สารต้านมะเร็งที่ทุกคนใฝ่ฝันหา เป็นพืชท้องถิ่นในแถบบ้านเรา กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศจีน เวียดนาม ลาว พม่า คนไทยไม่ได้นำฟักข้าวมาบริโภคอย่างแพร่หลาย อาจเพราะ ต้อง ระวังการบริโภคเพราะในเมล็ดของฟักข้าวจะมีสารพิษชนิดเมาเบื่อ แต่จะอยู่ในลูกแก่จัดที่มีสีเหลืองแดงแล้วเท่านั้น มีนักวิจัยเริ่มศึกษาสรรพคุณกันอย่างจริงจัง จนพบว่า ไลโคปีน จากฟักข้าว ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากในคุณผู้ชายได้ดี

ไลโคปีน เป็นสารอาหารมหัศจรรย์ตัวหนึ่งที่มีอานุภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ วงการแพทย์ได้นำสารไลโคปีนใช้ในการรักษาโรค พบว่าลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร รายงานการวิจัย ในประเทศจีน พบว่า โปรตีนจากเมล็ดฟักข้าวสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง

ในประเทศเวียดนาม พบว่า น้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ ประเทศไทย พบโปรตีนในเมล็ดฟักข้าวมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง และได้มีการโดยจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบแล้ว ประเทศญี่ปุ่น มีการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวช่วยยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในหนูทดลอง ส่วนที่สำคัญของฟักข้าวที่ให้คุณค่าทางยาสูงอยู่ที่เยื่อหุ้มเมล็ด งานวิจัยของ วว. พบว่า เยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวมีกรดไขมันสายยาว ที่ช่วยในการดูดซึมเบต้าแคโรทีนไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย

เยื่อแดงๆ ที่หุ้มเมล็ดฟักข้าวมีสารเบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) และไลโคปีน (Licopine) สูงกว่าแครอต 20 เท่า และสูงกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่า นอกจากต้านมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้ฮีโมโกบินในเลือดเข้มข้นขึ้น ช่วยแก้โรคโลหิตจาง

ชาวเวียดนามเป็นชาติที่บริโภคลูกฟักข้าวสุกหรือแก๊ก (GAC) ในชีวิตประจำวันมากที่สุด รู้จักนำเยื่อหุ้มเมล็ดแก๊กมาหุงย้อมสีข้าวให้เป็นสีแดงเพื่อใช้รับประทาน ฉลองเทศกาลปีใหม่ งานมงคลสมรส และงานมงคลต่างๆ นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งสีแดงแล้ว ยังเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ ช่วยแก้โรคโลหิตจางและโรคเลือดธาลัสซีเมียในเด็ก รวมทั้งช่วยต้านโรคมะเร็งได้หลายชนิด

ในตำรับยาไทย ฟักข้าว
– ใบ ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง ยอด มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่สูง จึงสามารถใช้รักษามะเร็ง
– เมล็ด ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค
– ราก ใช้ต้มดื่ม หรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นขนาด 0.5 กรัม กินครั้งละ 3-5 เมล็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น ขับเสมหะ ดับพิษไข้ แก้เข้าข้อ ปวดตามข้อ ถอนพิษไข้ นอกจากนี้ หากนำส่วนของรากแช่น้ำ แล้วใช้น้ำสระผม จะช่วยแก้ผมร่วง และฆ่าเหาได้

ประเพณีชาวล้านนานำรากฟักข้าวผสมกับฝักส้มป่อยใช้ทำน้ำสำหรับรดน้ำดำหัว ผู้ใหญ่ และนำไปใช้เป็นยาสระผม เช่นเดียวกับภูมิปัญญาของประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้มีการนำรากฟักข้าวมาบดแล้วนำไปหมักผม เพื่อช่วยให้ผมดกและยังสามารถกำจัดเหาได้ด้วย ด้วยคุณสมบัติอันเลิศด้วยสารไลโคปีนนี้ มีการนำไปผสมกับสมุนไพรและผลไม้อื่นๆ ทำเป็นเครื่องดื่มบำรุงสายตา บำรุงสุขภาพ และยังมีการพัฒนาไปทำเครื่องสำอางเพื่อลดริ้วรอย

ในวงการเครื่องสำอางนั้น สารสกัดจากฟักข้าวนับว่ามาแรงติดอันดับหนึ่งในด้านประสิทธิภาพ ในการทำให้ผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติและไร้อันตราย งานวิจัยจากประเทศเยอรมนีแสดงให้เห็นว่าสารสกัดไลโคปีนสามารถป้องกันการเกิด ผิวหนังร้อนแดงได้ ช่วยยับยั้งการดูดซึมยูวี ช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดความเสียหายจากแสงยูวี สารสกัดไลโคปีนจากฟักข้าวจึงสามารถช่วยปกป้องผิวจากยูวีได้ดี ช่วยให้ผิวขาวไม่แห้งกร้านหรือดำ ในประเทศไทยเองได้มีการทำการทดลองประสิทธิภาพลดรอยเหี่ยวย่นในอาสาสมัคร และพบว่าสามารถลดรอยเหี่ยวย่นได้ดี

การให้ความสนใจด้านการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก

ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและการสื่อสารต่างๆได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ตลอดจนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองที่อยู่ในสภาพการแข่งขันสูง ส่งผลให้คนส่วนใหญ่เคยชินกับการใช้วัตถุฟุ่มเฟือยเพื่ออำนวยความสะดวกและมองวัตถุเป็นสิ่งสำคัญมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวันที่ขาดไม่ได้ ทำให้คนในสังคมปัจจุบันกลายเป็นสังคมวัตถุนิยมและพึ่งพาส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีมากขึ้น ดังนั้นสังคมในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองจึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมากมาย

การแพทย์ทางเลือก เป็นการรักษาพยาบาลอีกรูปแบบหนึ่ง แตกต่างไปจากการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งผู้ที่ให้การรักษาจะต้องสำเร็จการศึกษาวิชาชีพแพทย์ และได้รับใบประกอบโรคศิลปะเป็นแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทาง ส่วนแพทย์ทางเลือก เป็นวิทยาการผสมผสานให้ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ มิใช่การแพทย์ที่ให้การรักษาโดยใช้ยาแผนปัจจุบัน ผู้ให้การรักษา ไม่จำเป็นต้องจบวุฒิทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เป็นผู้ที่ผ่านการอบรม และได้รับการฝึกฝนจนเป็นที่ชำนาญในแต่ละสาขา ซึ่งการรักษาโรคด้วยการแพทย์สนับสนุนการแพทย์ทางเลือก ควรใช้สติ ไม่ควรเป็นความเชื่อ โดยเฉพาะในการรักษาโรคมะเร็ง เพราะการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันจะมีโอกาสรักษาได้หายสูงขึ้นเมื่อโรคยังไม่มีการลุกลามรุนแรงหรือแพร่กระจาย ดังนั้นเมื่อปล่อยระยะเวลาให้ล่าช้าออกไปโดยการเลือกใช้วิธีทางการแพทย์สนับสนุนการแพทย์ทางเลือกก่อน โรคมักรุนแรงและแพร่กระจายแล้ว การกลับมายอมรับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันจึงเป็นเพียงการรักษาประคับประคองตามอาการ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต คนทั่วไปมักจะสรุปว่า ผู้ป่วยรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วเสียชีวิต ไม่ได้รู้ลึกแท้จริงว่าผู้ป่วยเสียชีวิตจากอะไร

กลุ่มของการแพทย์ทางเลือก

1. Alternative Medical Systems คือ การแพทย์ทางเลือกที่มีวิธีการตรวจรักษาวินิจฉัยและการบำบัดรักษาที่มีหลากหลายวิธีการ ทั้งด้านการให้ยา การใช้เครื่องมื่อมาช่วยในการบำบัดรักษาและหัตถการต่างๆ
2. Mind-Body Interventions คือ วิธีการบำบัดรักษาแบบใช้กายและใจ เช่น การใช้สมาธิบำบัด โยคะ ชี่กง เป็นต้น
3. Biologically Based Therapies คือวิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้สารชีวภาพ สารเคมีต่างๆ เช่น สมุนไพร วิตามิน Chelation Therapy , Ozone Therapy หรือแม้กระทั้งอาหารสุขภาพเป็นต้น
4. Manipulative and Body-Based Methods คือวิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้หัตถการต่างๆ เช่น การนวด การดัด การจัดกระดูก Osteopathy ,Chiropractic เป็นต้น
5. Energy Therapies คือวิธีการบำบัดรักษาที่ใช้พลังงานในการบำบัดรักษาที่สามารถวัดได้และไม่สามารถวัดได้ในการบำบัดรักษา เช่น การสวดมนต์บำบัด พลังกายทิพย์ พลังจักรวาล เรกิ โยเร เป็นต้น

รวบรวมการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาทางรักษาโรค มากมายจากทั่วประเทศ